วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

Reflective learning log (week 13)

วันนี้เราจะว่ากันด้วยเรื่องของการเขียนจดหมาย ในรูปแบบต่างๆ การเขียนจดหมายนั้น ไม่ใช่การเขียนข้อความถึงใครบางคน ใส่ซอง ติดแสตมป์ แล้วส่งไปรษณีย์ เท่านั้น แต่การเขียนจดหมายนั้นมีหลากหลายรูปแบบมากมาย สิ่งที่ได้เรียนในวันนี้ก็คือการเขียนจดหมายกิจธุระ , จดหมายธุรกิจ , จดหมายเปิดผนึก,และจดหมายราชการ ซึ่งอาจารย์ทำให้ได้เข้าใจและทำให้สามารถแยกแยะออกว่าการเขียนแบบนี้คือจดหมายประเภทไหน
จดหมายส่วนตัว  เป็นจดหมายที่เขียนติดต่อระหว่างบุคคลที่คุ้นเคยกัน  อาจเป็นญาติสนิท  ครู  อาจารย์  เพื่อไต่ถามทุกข์สุขส่วนตัว  เล่าเรื่องราวที่พบเห็นมา  แสดงความเสียใจ  แสดงความยินดี  หรือขอบคุณ  หรือแจ้งกิจธุระบางอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ
จดหมายกิจธุระ เป็น จดหมายที่เขียนไปเพื่อติดต่อสื่อสารกันระหว่างบุคคลหรือหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ  เพื่อแจ้งเรื่องการงานหรือเรื่องส่วนตัว  โดยต้องไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้า  จดหมายกิจธุระ  ได้แก่  จดหมายลาป่วย  จดหมายลากิจ  จดหมายขอความร่วมมือหรือขอความช่วยเหลือ  (การขอความอนุเคราะห์)  จากองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ
จดหมายเปิดผนึก เป็นจดหมายประเภทกิจธุระเขียนเผยแพร่ต่อสาธารณะชน สื่อมวลชน ซึ่งส่วนมากได้แก่หนังสือพิมพ์หรือวิทยุกระจายเสียง เผยแพร่สื่ออินเตอร์เน็ต เพื่อลงหรือประกาศข้อความในจดหมายให้ประชาชนทั่วไปทราบ ใจความของจดหมายชนิดนี้มีลักษณะเปิดเผยและเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเสนอแนะ แสดงความรู้สึก แถลงความจริง บอกกล่าว ขอความร่วมมือ ท้วงติง หรือร้องเรียน ข้อควรปฏิบัติหรือความไม่ถูกต้องบางอย่างแก่ทางราชการ ประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือประชาชนทั่วไป
จดหมายธุรกิจ เป็นจดหมายที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันในวงการธุรกิจ โดยมีจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งในการดำเนินธุรกิจระหว่างหน่วยงานหรือบุคคลธรรมดา จดหมายธุรกิจมีความแตกต่างจากจดหมายส่วนตัวบ้างในรูปแบบและการใช้ถ้อยคำภาษา คือ จะใช้เป็นทางการหรือค่อนข้างเป็นทางการ เช่น จดหมายเสนอขายสินค้าหรือบริการ จดหมายติดตามหนี้ จดหมายร้องเรียนเกี่ยวกับข้อผิดพลาดหรือเสียหาย
จดหมายราชการ เป็นจดหมายที่เขียนติดต่อกันระหว่างส่วนราชการต่าง ๆ หรือบุคคลเขียนไปถึงส่วนราชการ  หรือส่วนราชการมีไปถึงส่วนราชการด้วยกันเอง  ตลอดจนส่วนราชการนั้นเขียนจดหมายไปถึงตัวบุคคล  การเขียนจดหมายราชการต้องคำนึงถึงแบบของหนังสือราชการตามระเบียบงานสารบรรณด้วย  ข้อความในหนังสือดังกล่าวถือว่าเป็นหลักฐานทางราชการ  มีสภาพผูกมัดถาวร  ดังนั้นจึงควรเขียนให้กระจ่างและชัดเจน
เมื่อเราสามารถแยกประเภทของการเขียนจดหมายและนำไปปรับใช้ได้อย่างถูกต้องเรา เรายังได้รับความรู้ใหม่ ในเรื่องของการเขียนวันที่ในจดหมายว่าจะต้องเขียนจากกึ่งกลางหน้ากระดาษเป็นต้นไป และจะต้องใช้เลขไทยในการเขียนเท่านั้น และในเนื้อหาข้อความควรมีอย่างน้อย 2-3 ย่อหน้า ซึ่งในย่อหน้าแรกจะกล่าวถึงเหตุที่มีจดหมายไป ย่อหน้าถัดมาจะแจ้งความประสงค์ หรือรายละเอียด ซึ่งในเนื้อความของจดหมายจะมีย่อหน้าเดียวไม่ได้  ทั้งนี้ยังได้รู้ด้วยว่าการเขียนจดหมายธุรกิจแบบสากลได้แก่ การเขียนบล็อก (Full Block Style) ว่าจะมีความแตกต่างจากการเขียนจดหมายทุกประเภท เพราะการเขียนจดหมายประเภทนี้ ต้องเขียนติดริมฝั่งซ้ายของกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นวันที่ หรือชื่อที่อยู่ของผู้ส่งก็ตาม
  สุดท้ายอยากจะบอกว่าการเรียนในสัปดาห์นี้เป็นอะไรที่สนุกมากๆ การได้เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยเสียงหัวเราะ ทำให้เราอยากเรียนและไม่เคยเบื่อหน่ายกับการเรียนวิชานี้ ขอบคุณอาจารย์ที่ทุ่มเทกับพวกเรานะค่ะ



นางสาว จิราพร โสตแก้ว
รหัส 55113400266 ตอนเรียน E1
                      


วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

Reflective learning log (week 12)

สวัสดี สัปดาห์ที่ 12 ของการเรียน มาช้ายังดีกว่าไม่มานะคร้า ก่อนอื่นต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ ที่มาเขียนบล็อกช้าเหลือเกินนนนน
                สำหรับการเรียนการสอนในสัปดาห์นี้ที่เกือบจะไม่ได้เรียนซะแล้ว ต้องบอกก่อนเลยว่าประทับใจมาก ทั้งๆที่อาจารย์จะติดประชุมแต่อาจารย์ก็ห่วงใยนักศึกษาอย่างพวกเรา และถึงแม้อาจารย์จะมีเวลาสอนเพียงช่วงเวลาสั้นๆแต่ก็ทำให้เราได้รับความรู้เช่นเดิม
   ความรู้ที่ดิฉันได้รับในการเรียนครั้งนี้ คือ เรื่องการเขียนบทกวีนิพนธ์ เช่น ความหมาย ประเภท และเทคนิคต่างๆที่จะทำให้งานเขียนกบทวีนิพนธ์ประเภทต่างๆนั้นให้มีคุณค่าและสวยงามมากยิ่งขึ้น ในการเรียนชั่วโมงนี้อาจารย์ให้แต่งกาพย์ยานี11 เกี่ยวกับวันครู ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่เราเคยเรียนมาแล้ว แต่ก็เป็นงานที่ดิฉันไม่ถนัดเอาซะเลย เมื่อเราต้องทำและได้ลงมือปฏิบัติจริงก็ทำให้เรามีความเข้าใจในเนื้อหา หลักและกฎเกณฑ์การแต่งกลอนให้ไพเราะมากยิ่งขึ้น เช่น การแต่งคำให้คล้องจอง การเล่นคำ ให้มีสัมผัสนอก สัมผัสใน สัมผัสสระ สัมผัสตัวอักษร เป็นต้น


การเรียนการสอนในสัปดาห์นี้ สนุกมากๆแถมยังตระหนักได้ว่าเมื่อเราไปเป็นครูทุกวินาทีมีค่ามากๆในการที่เราจะให้ความรู้แก่นักเรียนของเรา อาจารย์เป็นแบบอย่างที่ดีของหนูค่ะ 


นางสาว จิราพร โสตแก้ว 
รหัส 55113400266 ตอนเรียน E1 
หลักสูตรการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

ขอให้ประเทศไทยสงบสุข




                                                ขอให้ประเทศไทยสงบสุข




สยามเมืองยิ้ม เลื่องลือทั่วขนาน เป็นที่ประจักษ์นานาชาติแดนไกล ต่างเชื้อต่างชาติ แต่มารวมกัน เป็นอารยธรรมไทย แผ่นดินไทยนั้นเปรียบดั่งสยามประเทศที่ได้รับขนานนามถึงความเป็นเอกราชสามารถดำรงความเป็นปึกแผ่นของชาติไว้ ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดใด มีความเป็นอิสรภาพ ทั้งดินแดนศักดิ์ศรี สัญชาติ ศาสนา สำคัญยิ่งกว่านั้นคือสายเลือดความเป็นไทยของเหล่าผู้กล้าแห่งบรรพบุรุษเสียสละ พลีชีพเพื่อปกป้องชาติบ้านเมือง หลายครั้งในอดีตสมัยประวัติศาสตร์ต้องมีการทำศึกสงครามเพื่อแย่งชิงการครอบครองดินแดน ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ถูกรุกรานจากชาติตะวันตกที่เข้ามายึดเขตดินแดนไทย แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของบรรพบุรุษที่พรั่งพร้อมด้วยความกล้า และความรักชาติที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดคือความสามัคคีของคนไทยด้วยกัน ทำให้สามารถดำรงมาซึ่งความเป็นไทยจนถึงปัจจุบันนี้ หากคนไทยแตกแยก จะหันไปทางไหนถ้าไม่พึ่งคนไทยด้วยกัน
“ปรี๊ด ปรี๊ด ปรี๊ดดดด” เสียงนกหวีดดังทั่วกรุง หลากเสียงตะโกนก้องกังวานว่าเป็นเสียงแห่งความแตกแยก ท้องฟ้าที่เคยยิ้มให้กับคนไทยทุกคนบัดนี้ท้องฟ้ากำลังร้องไห้ ผู้คนต่างวิตกกังวลเรื่องความวุ่นวายที่คล้ายสงครามเล็กๆ ซึ่งกำลังเป็นข่าวดังไปทั่วโลก จากเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ได้สั่นคลอนภาพลักษณ์ของประเทศ ที่เคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศท่องเที่ยวและศูนย์กลางธุรกิจ  แม้นว่าในปัจจุบันถนนและผู้คนในกรุงเทพมหานครได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ แต่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ต่างก็แก่งแย่งชิงเก้าอี้กันนั้นยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัญหาความขัดแย้งได้พัฒนาไปไกลกว่าความขัดแย้งเรื่อง สีที่เกิดขึ้นระหว่างเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ใจคนก็หม่นหมองลงทุกทีเสียงหัวเราะและรอยยิ้มนับวันจะเลือนหายไปจากโลกมนุษย์ สยามที่เคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองยิ้มก็จวนจะเหลือแต่ชื่อเต็มที เราจะทำอย่างไรกันเล่าหากคนไทยไม่ยิ้มให้กัน คนไทยไม่รักกัน หันมาฆ่าฟัน ทำร้ายกันเอง  ฉันคิดว่าเมื่อสังคมไทยเราแตกแยก เราจำเป็นจะต้องปลูกจิตสำนึกให้ผู้คนรักแผ่นดินเกิด กตัญญูต่อแผ่นดินอยู่ เคารพต่อชาติ นอกจากนี้แล้วยังมียาวิเศษ ที่จะรักษาและเยียวยาใจคน ฉันขอเรียกว่า  “  ยิ้มคือแม่เหล็กดูดมิตร ” แม่เหล็กดูดสิ่งของที่มีประจุต่างกันและผลักสิ่งที่มีประจุเหมือนกัน ประดุจผู้คนถึงแม้จะต่างกัน ไม่รู้จักกัน เพียงแค่เราส่งยิ้มแห่งมิตรภาพไป ไม่ถึงเสี้ยววินาทีคุณก็จะได้รับรอยยิ้มแบบเดียวกันกลับมา อานุภาพแห่งยิ้มชั่วพริบตานี้อาจนำมาซึ่งมิตรภาพที่ดีงาม ดั่งใจคนหากเราให้ความรักความจริงใจแก่เขา เราก็ย่อมจะได้รับกลับมาเฉกเช่นเดียวกัน ฉันก็ได้แต่หวังว่ายาวิเศษของฉันจะช่วยให้ประเทศไทยสงบสุข
                โบกสะบัด พลิ้วไหว แดง ขาว น้ำเงิน ขาว แดง ภายใต้ธงไตรรงค์ผืนเดียวกัน มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่พึ่งทางใจเหมือนกัน เราคนไทย ใจรักชาติ  ไม่แบ่งพรรคแบ่งสีแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หากคนไทยไม่รักกัน ใครกันเล่าจะมารัก หากคนไทยไม่หวงแหนความเป็นชาติไทย  ใครกันเล่าจะมาหวงแหนแทนเรา...








นางสาว จิราพร โสตแก้ว 
รหัส 55113400266 ตอนเรียน E1 
หลักสูตรการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์


Reflective learning log (week 10)

            
       สวัสดีปีม้า ฮี่ๆๆๆๆๆๆๆ ^^ 

 สวัสดีสัปดาห์แรกของการเรียนปีนี้ เป็นการเรียนที่สนุกสนานมากๆ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะตลอดทั้งคาบ นอกจากจะมีความสุขในการเรียนแล้ว เราก็ยังได้ความรู้ที่แปลกใหม่มากขึ้นด้วย
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ คือ ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องโวหารและภาพพจน์ ทำให้ได้รู้ความหมายของโวหาร ,ประเภทของโวหาร ว่า มีทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่1.บรรยายโวหาร 2.พรรณาโวหาร3.เทศนาโวหาร
4.อุปมาโวหาร5.สาธกโวหาร และสามารถนำคำ 2 คำนี้ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ยังได้รู้ถึงความหมายของภาพพจน์ประเภทของภาพพจน์ ว่ามีทั้งหมด 8 ประเภท เช่น 1.อุปมา 2.อุปลักษณ์ 3.บุคลาธิษฐาน 4.อนุนามมัย 5.อธิพจน์ 6.ปฎิพจน์ 7.สัทพจน์ และ8.ปฎิปุจฉา เป็นต้น
ความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้ในวันนี้คือ ความแตกต่างระหว่างคำว่าภาพพจน์ กับ ภาพลักษณ์ เช่น
ประโยคที่ว่า ทำหยั่งงี้ได้ไง ภาพพจน์ชั้นเสียหมดเลย !!” เราอาจจะเคยใช้กันอยู่บ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วนั้น ประโยคที่ถูกเราต้องใช้ ประโยคที่ ว่า ทำหยั่งงี้ได้ไง ภาพลักษณ์ชั้นเสียหมด!!” เพราะเนื่องจาก คำว่าภาพพจน์นั้นไม่สามารถใช้กับตัวบุคคลได้ ต้องใช้กับงานเขียนเท่านั้น

ข้อเสนอแนะ สำหรับการเรียนในวันนี้ ต้องขอบคุณอาจารย์ที่อาจารย์เข้าใจนักศึกษา ยอมให้มีการยืดหยุ่นในการส่งงาน เพราะงานเขียนบางงานเขียนนั้นต้องใช้เวลา ฮี่ๆๆๆๆๆๆ 





นางสาว จิราพร โสตแก้ว
รหัส 55113400266 ตอนเรียน E1

วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Reflective learning log (week 9)

       สวัสดีวันอังคารที่ 31/12/56  วันนี้เป็นสุดท้ายของปี แต่ไม่ใช่วันสุดท้ายของการเขียนบล๊อคอย่าแน่นอน ฮ่าๆๆๆ
      วันนี้อาจจะเป็นวันที่หลายๆคน หลายๆครอบครัว กินเลี้ยงสังสรรค์กันอย่างมีความสุข หรือบางคนอาจจะรอนับถอยหลังกันในคืนนี้อย่างใจจดใจจ่อ แต่สำหรับตัวฉันคืนนี้ฉันตั้งใจจะไปสวดมนต์ข้ามปี เพื่อต้อนรับสิ่งดีๆสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิต^^
      สิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ก็คือ การมองทุกอย่างด้วยใจที่เป็นสุข ชีวิตเราก็จะมีแต่ความสุข มีรอยยิ้ม และการที่เรามอบความสุขให้กับผู้อื่นก่อน เราก็จะมีความสุข
      ความรู้ใหม่ สำหรับวันนี้ ฉันได้สืบค้นเกี่ยวกับเรื่องแนวการแต่งกาย เพราะฉันเป็นคนที่ชอบแต่งตัว แล้วอีกอย่างในช่วงเทศกาลแบบนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะต้องไปงานปาร์ตี้ กินเลี้ยงปีใหม่กัน อาจจะมีการกำหนดตรีมงานการแต่งกาย จากการค้นคว้า ทำให้ฉันได้ทราบว่่า สีของเสื้อผ้ามีส่วนช่วยให้ผู้สวมใส่ มีเสน่ห์ สดชื่น แจ่มใส สมวัย เป็นที่ดึงดูดสายตาของผู้พบเห็น และ เกิดความชื่นชอบ นอกจากนั้น ยังเพิ่มความสบายใจ มั่นใจให้แก่ผู้สวมใส่ด้วย

สีของเสื้อผ้าที่สวมใส่  เป็นส่วนช่วยเสริมทำให้ผู้สวมใส่เป็นผู้มีบุคลิกภาพที่ดี เข้าสังคมได้มีความมั่นใจ และ ยอมรับได้โดยง่ายของบุคคอื่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ แต่ถ้าหากคุณไม่รู้จักเลือกสีของเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับผิวพรรณและรูปร่างของตน นอกจากคนสวย คนหล่อ จะกลายเป็นคนไม่สวย ไม่หล่อ หมดเสน่ห์ไปเลยก็เป็นได้ และ จากคนที่มีหน้าตาพอดูได้ก็อาจกลายเป็นคนขี้เหร่ไปเลยก็ได้คะ

      เนื่องจากพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันปีใหม่ ฉันก็อยากจะอวยพรให้ทุกท่านมีแต่ความสุขความเจริญ  ขอให้ประสพพบเจอแต่สิ่งดีๆตลอดทั้งปี ขอให้นับจากนี้...อีก
12เดือน ขอให้มีแต่ความสุข
52อาทิตย์ มีแต่ความสนุกสนาน
365วัน สุขสำราญ
8,760ชม ให้มีรักหวานๆผ่านเข้ามา
52,600นาที ให้มีแต่เรื่องดีๆ
3,153,600วินาทีให้คนจริงใจผ่านเข้ามา
ทุกเสี้ยววินาที ขอให้มีกินมีใช้ร่ำรวยเงินตรา 




นางสาว จิราพร โสตแก้ว 
รหัส 55113400266 ตอนเรียน E1 

หลักสูตรการประถมศึกษา คณะครุศาสตร์

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Reflective learning log (week 8)

      คลอดดดแล้วจ้าาาาา การโพสต์บล็อคการเรียน ของสัปดาห์ที่ 8  สำหรับสัปดาห์นี้ก็มีความแต่งตากจากทุกสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะว่าดิฉันรู้สึกว่าอยากไปเรียนค่ะ อยากจะไปฟังเพื่อนกลุ่งานบ้างอื่นนำเสนองานบ้างค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ

              สิ่งที่ได้เรียนรู้วันนี้ คือ การเขียนชีวประวัติ การเขียนเรียงความ การเขียนพีธีการเปิด-ปิด และการเขียนคำขวัญ สิ่งที่สามารถสรุปได้คือ ความแตกต่างระหว่างการเขียนอัตชีวประวัติและชีวประวัติ การเขียนอัตชีวประวัติ คือ การเขียนเรื่องราวประวัติของตนเอง ส่วนการเขียนชีวประวัติ คือ การเขียนเรื่องราวประวัติของผู้อื่น เรื่องที่สองคือ วิธีการเขียนเรียงความ การเขียนเรียงความนั้นต้องประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ บทนำ เนื้อเรื่องและสรุป เรื่องที่สามคือ การเขียนพีธีการเปิด-ปิด โดยมีเพื่อนออกมาแสดงบทบาทสมมติทำให้ดิฉันเข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น และเรื่องสุดท้ายคือ การเขียนคำขวัญ การเขียนคำขวัญที่ดีนั้น ต้องใช้ถ้อยคำ สำนวน ที่คล้องจอง  ชัดเจน ใช้คำน้อยแต่กินความมาก เมื่อผู้อ่านอ่านแล้วรู้สึกคล้อยตาม จูงใจ เตือนสติได้ 

              ความรู้ใหม่ คือการใช้ ว่าว่า กราบ และ กราบเรียน กราบเรียนจะสามารถใช้บุคคลคนเพียง 5 ตำแหน่งเท่านั้น นั่นก็คือ 1 นายกรัฐมนตรี 2.ประธานองคมนตรี 3.ประธานรัฐสภา 4.ประธานสภาผู้แทนราษฎร 5.ประธานศาลฎีกา เป็นต้น 


               ข้อเสนอแนะ ชอบที่อาจารย์ให้อิสระกับนักศึกษาในการนำเสนองาน การเรียนในวันนี้สนุกสนาน และได้ความรู้มากๆเลยค่ะ สุดท้ายนี้ขอกล่าวคำว่า "Merry X'mas And Happy New Year...."  ล่วงหน้านะค่ะ เพื่อนๆชาวบล็อค เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพกันถ้วนหน้านะคร้า แล้วพบกันใหม่ ปีหน้าคร่าาาาา >< 


นางสาว จิราพร  โสตแก้ว
รหัส 55113400266 ตอนเรียน E1












วันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อัตชีวประวัติ

   
         จิราพร.... เด็กหญิงลูกแม่ค้าขายผักในตลาด ย่านพัฒนาการ  ใครๆก็รู้จักฉันป็นอย่างดี ในนาม ว่า "จูน" ฉันถูกเลี้ยงดูแบบต้องช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่เล็ก ต้องแต่งตัวไปเรียนเองตั้งแต่ ป.1 หาข้าวกินเองก่อนไปโรงเรียนทุกเช้า  เพราะถ้าหากจะคอยให้พ่อแม่มาดูแลเห็นทีจะไม่ได้ พ่อกับแม่ของฉันนั้นต้องตื่นและออกไปทำงานตั้งแต่ ตี 4 ทิ้งให้ฉันอยู่ในห้องเช่าเล็กๆในเมืองที่เจริญด้วยเทคโนโลยี บางวันฉันก็ออกไปตลาดด้วย ไปช่วยขนผักเล็กๆน้อยๆเท่าที่เด็กวัยประถมศึกษาจะถือได้ ชีวิตของเด็กคนนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่น่าพิศสมัยมากนัก ตอนเช้าต้องมาตลาดก่อนไปโรงเรียนทุกวัน พอตกเย็นเลิกโรงเรียนมาก็ต้องมาช่วยผู้แม่เก็บร้าน ช่วงชีวิตของฉันเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่ประถมศึกษาชั้นปีที่ 1 จนถึงปัจจุบันนี้
       แต่ใครจะรู้กันเล่า ว่าการได้เกิดมาเป็นเด็กตลาดนั้น ได้กำไรชีวิตมากมาย การที่ฉันใช้ชีวิตอยู่ในตลาดต้องบอกเลยว่าทำให้ฉันมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน และฉันก็ไม่เคยรู้สึกอายที่มีแม่เป็นแม่ค้า หรือว่าเป็นเด็กตลาด ฉันโชคดีมีเพื่อนในวัยเดียวกันที่อยู่ตลาดเหมือนกัน ฉันเปรียบเสมือนลูกพี่ของเด็กๆทุกคนในตลาด ที่ไปไหนต้องมีลูกน้องเดินตามเป็นขบวน ใครๆก็ให้ความเคารพฉันเสมอนิสัยฉันออกแนวชอบทำอะไรลุยๆ ซนเป็นม้าดีดกระโหลก บ้างก็ว่าฉันนั้น แก่นเซี้ยว เปรี้ยวซ่า ฉันเป็นคนไม่กลัวใคร เพราะการที่เราขายของนั้นเราต้องพบเจอกับผู้คนมากมายหลากหลายรูปแบบ ด้วยความที่พ่ออยากได้ลูกชาย และฉันซึ่งเป็นลูกสาวคนโตไม่ได้เป็นผู้ชายอย่างที่พ่อหวัง แต่พ่อก็อยากให้ลูกคนนี้นั้นมีความเข้มแข็ง อดทน และทำอะไรหลายๆอย่างได้ที่เป็นงานของผู้ชาย พ่อจึงอยากให้ฉันเป็นเสาหลักของบ้านเวลาที่พ่อไม่อยู่ จะได้มีคนดูแลแม่กับน้อง พอฉันเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ฉันต้องเดินทางไปโรงเรียนเอง ซึ่งบ้านฉันกับโรงเรียน ก็ไกลพอสมควร ดังนั้นสิ่งที่ฉันต้องทำก็คือการหัดขับรถ จักรยานยนต์  !! จากเด็กวัยประถมศึกษาเพิ่งจะเริ่มเข้า ม.1 การขับรถถือเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นที่แฝงไปด้วยความกลัวเป็นอย่างมาก   ถึงแม้จะเป็นเพียงการขี่มอเตอร์ไซต์ก็ตาม ฉัันใช้เวลา หัด อยู่ 1 สัปดาห์ โดยมีพี่ชายลูกลุงเป็นคนหัดให้ เมื่อคิดว่าตัวเองมีความสามารถพอที่จะขับได้แล้ว ก็ต้องมาสอบขับกับพ่อ ต้องให้พ่อเป็นผู้อนุญาติว่าสามารถขับในท้องถนนได้หรือยัง     วันที่ต้องสอบขับรถโดยที่ผู้ซ้อนคือพ่อผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการขับรถ  ฉันแทบอยากจะกระโดดลงจากรถ 2 ล้อ ฉันตื่นเต้นมาก สั่นไปหมด ฉันเป็นคนที่กลัวพ่อมาก กลัวว่าจะทำอะไรผิด กลัวว่าจะทำอะไรไม่ถูกใจพ่อ แต่แล้วฉันก็สอบผ่านเอาชนะความกลัวทั้งหมดมาได้ ฉันสามารถขี่มอเตอร์ไซต์ออกถนนใหญ่ได้ ฉันเป็นคนที่ชอบความเร็วเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เวลาที่พ่อขับรถเร็วๆฉันรู้สึกสนุกทุกครั้ง ความหวาดเสียวบนท้องถนนกับตัวฉันมันกลายเป็นของคู่กันไปแล้วซิ่ ฉันขี่มอเตอร์ไซต์ไปโรงเรียนทุกวันตั้งแต่ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จนเรียนจบชั้นปีที่ 6  และฉันก็ไม่เคยมีประวัติการขี่รถล้มเลยแม้แต่ครั้งเดียว ฉันรู้สึกมีความสุขทุกครั้งเวลาได้บิดแหนรถไปข้างหน้า มุ่งสู่จุดหมายปลายทางที่หวัง     บางไหนอารมณ์ดีฉันก็ขับรถไปแบบไม่เร่งรีบ แต่หากวันไหนฉันโกรธและกำลังนั่งคร่อม อยู่บนอานเจ้า 2 ล้อเครื่องละก็ ฉันก็ขับแบบไม่่คิดชีวิตเลยทีเดียว  จากระยะเวลาหลายปีที่ขี่รถมาก็มีพัฒนาการและทักษะในการขับมาเรื่อยๆจนสามารถเรียกว่าฉันเป็นคนที่ขับรถมอเตอร์ไซต์เก่งคนนึงเลยหล่ะ ฉันเคยฝันเล่นๆอยากจะเป็นนักแข่งรถสาวที่สวยและเซ็กซี่ แบบในหนังฮอลลีวูด ฮ่าๆๆ  ใครๆที่เจอฉันขับรถก็จะมาชมที่ร้านตลอด ขับรถเป็นด้วยเหรอเป็นผู้หญิงเก่งจังเลย สารพัด คำชมฯ ซึ่งนอกจากคำชม ก็มีบางคำถาม ว่าขับรถยนต์เป็นหรือยัง จะเข้ามหาวิทยาลัยปี 1 แล้วนะ    เด็กในวัย 18 ปีบางคนขับรถยนต์เป็นแล้ว แล้วเราล่ะ อายุก็เท่าเขา ทำไมเราจึงขับไม่เป็น ทำให้ฉันกลับมาคิดว่าทำไมเราถึงไม่หัดขับรถยนต์  
         วันเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆมีคนมาคุยเรื่องรถกับฉันมากๆเข้ามากเข้า ฮอร์โมนในร่างกายฉัน ก็ทำให้ฉันก็อยากขับมากขึ้น   ฉันผู้ซึ่งไม่เคยขับรถยนต์มาก่อน ก็ขอให้ลุงสอนขับ ลุงตอบตกลง เท่านั้นแหละ ฉันกระโดดขึ้นฝั่งคนขับทันที  เท้าเหยียบคันเร่ง มือหนึ่งจับพวงมาลัย มือหนึ่งจับเกียร์โดยมีผู้เป็นลุงกุมมือใส่เกียร์ให้อีกที รถกระบะคันใหญ่ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้าน ฉันขับมาได้ไกลพอสมควรทำตามเสียงที่ได้ยินที่ลุงจะคอยบอกตลอดเส้นทางที่รถแล่นผ่านมาเป็นทางตรง แต่พอถึงทางโค้งอยู่ๆรถก็ดับลง ฉันลองสตาร์ทใหม่อีกครั้ง รถก็กระตุกและดับลงอีก ฉันก็ไม่ย่อท้อลองพยายามอีกครั้ง และแล้วมันก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น รถที่ฉันกำลังขับพุ่งไปชนเสาไฟฟ้าอย่างแรงและกำลังจะดิ่งลงคลองเสียแล้ว แต่โชคช่วยรถหยุดความเร็วได้ก่อน   ฉันจึงไม่ตกคลอง หลังจากที่ตกใจอยู่สักพักฉันก็ได้สติ พยายามหาทางออกว่าจะทำอย่างไรดี ฉันจึงโทรหาแม่ให้มาช่วยดูสถานการณ์ และแม่ก็ตัดสินใจที่จะบอกพ่อ ฉันกลัวมาก เพราะพ่อของฉันเป็นคนที่รักรถมาก พ่อขับรถมามากกว่า 40 ปี รถของพ่อไม่เคยเสียหาย หรือเป็นรอย แต่ฉันกลับทำให้รถคันโปรดของพ่อพังยับเยิน ฉันเป็นลูกที่แย่มาก เมื่อที่ประกันมาเคลียร์สถานการณ์และรถได้ถูกส่งเข้าศูนย์เป็นเวลานานถึง 3 เดือน หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พ่อโกรธฉัน พ่อไม่ค่อยคุยกับฉัน ฉันเองก็เข้าหน้าพ่อไม่ติด เพราะฉันยอมรับว่าฉันผิด น้ำใสๆ ไหลรินออกจากตาอาบแก้มฉันอยู่บ่อยครั้ง ฉันแอบร้องไห้ พยายามที่จะหาวิธีทำให้พ่อหายโกรธกับความผิดที่ลูกคนนี้ได้ทำลงไป แต่ฉันก็เลือกที่ใช้ให้เวลาเป็นเครื่องเหยียวยาจิตใจ เมื่อรถซ่อมเสร็จ พ่อก็ยังมีขุ่นเคืองฉันอยู่เล็กน้อย พ่อพูดบ่อยครั้งว่า รถเข้าศูนย์มายังไงมันก็ไม่เหมือนเดิม และตัวฉันเอง
ก็เสียใจทุกครั้งที่ได้ยิน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นับตั้งแต่วันนั้น 18/04/55 จนถึงวันนี้ ฉันยังไม่ได้ลองหัดขับรถยนต์อีกเลย ฉันก็ยังคงได้ขับแต่รถมอเตอร์ไซต์ดั่งเฉกเช่นเดิม

        ชีวิตในอนาคตของฉัน ฉันก็หวังว่าจะได้เรียนขับรถ และขับรถยนต์เป็นอย่างที่หวังไว้ ฉันจะเป็นคนหนึ่งที่ขับรถอย่างระมัดระวังและถูกกฎจราจร ที่ฉันอยากจะขับรถเป็นเพราะฉันจะได้สามารถดูแลแม่ดูแลน้องและดูแลตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้ชาย!!




นางสาว จิราพร โสตแก้ว 
รหัส 55113400266 ตอนเรียน E1